contact us

บันทึกลูกผู้ชาย 30 วันที่ เจาะไอร้อง
  Written by ฮาเดลล่า เด็นหมิน
17  October  2010




เรื่องเล่าตอนที่ 1 Episode I 

  ปิดเทอม ป.2 จะขึ้นป 3 ระหว่าง วันที่ 15  มีนาคม 2549 ถึง 

 15 พฤษภาคม 2549 

พอผมเริ่มปิดเทอม ป.2 วันแรกผมสอบเสร็จ ผมก็กลับบ้าน ของ ตาและ ยาย ที่อยู่ กมลา เลย ซึ่งผมเรียกว่า โต๊ะ ย๊ะ และม๊ะ  เพราะอุมมี่และอาบ๊ะ ต้องทำงานอยู่อีกอำเภอหนึ่งซึ่งห่างกัน และไม่มีใครคอยดูแล ขณะที่ พวกเขาไปทำงาน ผมอยูที่กมลา อยู่พักใหญ่ วัน ๆ กิจกรรมในแต่ละวัน ก็เอาแต่เล่นเกม คอมพิวเตอร์ และ ดู ทีวี เป็นส่วนมากและม๊ะเองก็ค่อนข้างไม่ว่าอะไร เพราะตัวแกจะได้ไม่ต้อง คอยเรียกว่าเล่นอยู่ที่ไหน หรือ ออกไปไหนได้ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำให้ผมกับน้องชาย เพ่งความสนใจกับ กิจกรรมพวกนั้น เล่นเสร็จก็ม๊ะเรียกทานข้าว ถ้าไม่หิวก็จะไม่สนใจ คำเรียก ของแก จนกว่าท้องจะร้องเรียก แม้แต่เสียงเรียกจาก มัสยิด (เสียงอาซาน จากสุเหร่า) ผมก็ยังไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าไหร่

            พอเย็นวันพฤหัส บ๊ะเลิกงานก็จะมารับพวกเราไปอยู่รวมกันอีกบ้านหนึ่งคือบ้านที่ แหลมพันวา เป็นบ้านเช่า หลังเล็กๆ แต่บรรยากาศไม่ต้องพูดถึง ช่าง ตรงกันข้ามกับรูปลักษณ์ เลย ตัวบ้านเป็นบ้านเดี่ยว อยู่ท่ามกลาง สวนมะพร้าว มองเห็นทะเล เงียบสงบ มาก เวลากลางคืน เวลาเรากางเต้นท์ นอน ดูดาวเล่น ช่างมีความสุข และสบายใจอย่างบอกไม่ถูก 

 ทุกวันศุกร์ บ๊ะจะไม่ทำงาน ก็มารับ น้อง ๆที่อยู่กมลา  พามาอยู่ที่บ้านเช่าหลังนี้ เวลาที่พวกเรามารวมตัวกัน ก็ลองนึกถึงคำสุภาษิตที่ ว่า จับปูใส่กระด้ง ยังไงยัง งั้นเลยละครับ ก็วัยแต่ละคน มันห่างกันซะที่ไหน สร้างความปวดหัว วุ่นวายตลอดเวลา ไม่น้อยเลย กิจกรรมช่วงนี้ของพวกผมทำให้ บ๊ะกับอุมมี่ แอบวางแผนการบางอย่าง เงียบๆ.......!!!???

          อุมมี่ไป ซื้อของที่ในเมือง ภูเก็ต กับซาบีโอ ผมสังเกตเห็นซาบีโอ กระตือรือร้น และตื่นเต้นมาก เมื่อ อุมมี่บอกว่าจะส่งไปเรียน Summer ซาบีโอ กุลีกุจอจัดข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่อุมมี่ซื้อมาให้อย่างตื่นเต้นและดีใจ โดยที่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามี่จะส่งพวกเราไปเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมที่ไหนรู้แต่ว่าจะส่งไปที่อื่น ที่ที่ ไม่ใช่ ภูเก็ตแน่นอน ผมแอบคิดในใจ แต่ไม่รู้เลย จริงๆ....ว่าเป็น นราธิวาส เขต 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ที่มีแต่ข่าวฆ่ากันตาย และเหตุความไม่สงบไม่เว้นแต่ละวัน

          วันที่ 1 เมษายน 2549 พวกเราออกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งผู้ร่วมเดินทางใน Trip นี้ ก็มี อุมมี่ อาบ๊ะ ซาบีโอ น้องชายคนสุดท้องที่ยังเล็กอยู่ และตัวผม

อุมมี่ปลุกให้ผมและน้องอาบน้ำแต่งตัวและละหมาดแต่ตี 5 เลย เราเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่เลยบะขับรถไม่เร็วหรอก และหยุดบ่อย เพราะมีสมาชิกหลายคน คนโน้น ปวด ฉี่ คนนี้ อยาก อ๊วก คนนั้นหิว สารพัดปัญหา มีอยู่ตลอดและเกือบทุกครั้งที่พวกเราเดินทางพร้อมหน้ากันไม่ว่าจะไปที่ไหน จนกระทั่งถึงหาดใหญ่ ซึ่งพวกเราก็แวะพักที่นั่นหนึ่งคืน เพื่อเดินทางออกไปพร้อม ๆกับลูกชายของเพื่อนบ๊ะ อีก 2 คน ชื่อ ฮาซัน และ  กาหรีม อุมมี่แวะ ซื้อของใช้ที่จำเป็น ให้กับผมและน้อง ตอนกลางคืน ก็พาพวก ผมทาน ทุกอย่างที่ผมอยากจะกิน เพราะที่หาดใหญ่ เป็นแหล่งกิน แหล่งเที่ยว และแหล่งช้อปปิง ที่ขึ้นชื่อของ ภาคใต้มานมนาน กว่าที่ภูเก็ตจะดัง ซะอีก อุมมี่ตามใจเราทุกอย่าง ขณะที่เรากิน กันอย่างเอร็ด อร่อย ผมแอบสังเกตว่า อุมมี่นั่งมอง พวกเรากินด้วยแววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่ อุมมี่ไม่ค่อยจะทานอะไร  หลังจากที่พวกเรากินไม่หมด อุมมี่ตามเคยที่ต้องคอย กินของที่พวกเราสั่งมามากแต่ไม่เคยหมด. 



น้องๆผมทั้งน้านเลยครับ

      

         วันรุ่งขึ้นเรานัดเจอกันกับเพื่อนของบ๊ะ ที่ ปั๊มน้ำมัน ใหญ่ที่ 3 แยก ดอนรัก ที่ปัตตานี ซึ่งเราได้แวะ เข้าห้องน้ำที่นี้ และถือโอกาสยืดเส้นยืดสายไปด้วย   ซึ่งเขามีคนเดินทางไปด้วยในรถอีกคันประมาณ 5 คนมี เด็ก 3 คนมารู้ทีหลังว่า ชื่อ การีม อาซัน และฮาดิส

       เราออกเดินทาง ไปจังหวัด นริวาสเลย แต่ต้องผ่าน ปัตตานีเสียก่อน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ที่เดินทางมายัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผมเคยเห็นข่าวแต่ในทีวี ว่า เกิดเหตุอยู่ บ่อย ณ จุดนั้น จุดนี้ ระหว่าง 2 ข้างทางที่พวกเราผ่าน บรรยากาศ และสภาพ ธรรมชาติ 2 ฝั่งถนน มันช่างสวยงาม น่าอยู่มาก ผมเอ่ย ปากชมตลอดทาง มีต้นไม้ใหญ่ที่ มีเงาร่มรื่นตลอด 2 ข้างทางเป็นที่ที่ ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มากดูจาก เรือกสวนไร่นาแล้ว อุดมสมบูรณ์ จริงๆ  เราเดินทางไปพร้อม ๆ กัน 2 คัน แต่พอถึง นราธิวาส พวกเราหลงกันที่ ตันหยงมัส ต่างคน ต่างไม่เคยไปที่ นั่นเลย แต่รู้ว่าจุดหมายปลายทางที่เราจะต้องไปถึง คือ หมู่บ้านไอยสตียา ซึ่งอยู่ระหว่าง อำเภอ เจาะไอร้อง และสุไหงปาดี เราหลงกันอยู่นาน สัญญาณ โทรศัพท์ ของอาบ๊ะก็ใช้ไม่ได้เมื่อเข้าเขต 3 จังหวัด ชายแดน ก็เพราะ บ๊ะไม่ได้ลงทะเบียน Sim card ที่รัฐบาลเขารณรงค์ เพื่อแก้ปํญหาเรื่อง การระเปิดที่ใช้โทรศัพท์ เป็นการจุดชนวน ผมสังเกตว่า 2 ข้างทาง ของเขตอำเภอนี้ มีแต่ด่านตรวจ เกือบทุก 5 นาที ที่ขับผ่านเลย มันเลวร้ายถึงขนาดนี้เชียวเหรอ !! คราว นี้อุมมี่บ่นเรื่องนี้กับบ๊ะตลอดทางเลย ทำเอาพวกเรางง บ๊ะก็โทรถามเพื่อนของบ๊ะที่เป็นครูอยู่ที่นั่นตลอดแต่ไม่ค่อยเป็นผล ยิ่งบอกทาง ยิ่งหลง ยิ่งร้อน ยิ่งหิว ถามทาง ผู้คนข้างทางตลอดว่าจะไปหมู่บ้านนี้กันยังไง เจอผู้ชายคนหนึ่งหน้าบ้านบ๊ะก็แวะถามว่าไปหมู่บ้านไอยสตียายังไง เขาบอกว่าที่จริงไปทางเรียบทางรถไฟจะง่ายกว่า แต่ค่อนข้างเสี่ยง เพราะเกิดเหตุระเบิดบ่อยมากๆ ให้ไปทางสุไหงปาดี น่าจะดีกว่าแม้จะไกลกว่า ก็เหอะ. บ๊ะตั้งต้นเริ่มเดินทางใหม่ จนหาทางเข้าหมู่บ้านเจอ โดยถามชาวบ้านไปเรื่อย ไปถึงที่หมาย เกือบ บ่าย โมง


 

 

            ถึงแล้ว แต่ที่นี่ใช่เหรอที่ ที่ อุมมี่จะให้ ผม มาเรียน Summer นี่มันอะไรกัน มีแต่ แพะ กินหญ้าอยู่ หน้ามัสยิดร้าง เก่าๆ อยู่กลางป่าเลยไม่มีอะไรเลยไม่มีร้านค้าไม่มี เซเว่น แล้วเราจะอยู่กันยังไงเนียะ ยังไงก็ไม่อยู่ ไม่เรียน หรอก พูดกันไม่รู้เรื่อง ผมไม่ยอมลงจากรถ มีแต่ซาบีโอ เท่านั้นที่ลงไป สำรวจ สถานที่ ซาบีโอเดินไปกับอุมมี่ เพื่อไปดูว่าในมัสยิดนั้นมีอะไร

โอ้เล่าให้ฟังว่ามี เด็กผู้ชาย นอนกันอยู่ บางคนก็อาบน้ำ บางคนก็ มาดู คนแปลกหน้าที่มาเยือน ผมนอนอยู่ในรถ ในหัวเต็มไปด้วยความสับสน และเริ่มกลัว  ในขณะที่อุมมี่ก็เริ่มเอากระเป๋าของพวกเราออกมาเพื่อไปวางไว้ที่บ้านของ ครูที่สอน หนังสือ ซึ่งต่อมาผมเรียกว่าอุสตาด มิ เอาไปไว้ที่บ้านของอุสตาด เพื่อจะแวะทานข้าวกันก่อน เพื่อนของ อาบ๊ะมาถึง เขาก็เชิญทานข้าวด้วยกันผมไม่อยากกินเลย แต่เกิดอาการหิวจัดก็เลยต้องยอมลดฐิทิลง กับข้าวมือนั้น มีอยู่ 2 อย่าง คือ แกงกระหรี่ไก่ และปลาทอด พวกเราทานข้าวกันที่บ้านอุสตาด ในห้องรับแขก สักพักก็มีเสียงเด็กๆ กลุ่มใหญ่เดินมาจากมัสยิดเพื่อทานข้าวที่บ้านอุสตาด มิ เช่นกัน แต่ ผมเห็นพวกเขาทานข้าวไม่เหมือนเรา เขาทานในถาดใบใหญ่ รวมกันและทานด้วยมืออย่างเอร็ดอร่อย.

พอทานข้าวเสร็จ ผมก็เริ่มเดินสำรวจรอบๆบริเวณบ้าน อุสตาด ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว ผสมไม้และปูน  อุสตาดก็มีลูก 5 คนเช่นเดียวกับเรา วัยก็ไล่เลี่ยกัน เหมือนเราอีก โอโห่ .. วุ่นวายเหมือนกันเลย  ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังคุยกันในใจผมก็เกิดอาการไม่อยาก อยู่ที่นี่เอามากๆ เขาพูดภาษา มลายูกัน ผมฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่รู้เพียงว่าน่าจะเป็นเรื่อง การเรียนของพวกเรา และฝากฝังผมและน้องชายกับ อุสตาดมิ ซาบีโอ เอากระเป๋าเป้มาใส่ที่หลัง และแสดงอาการไม่อยากอยู่ เช่นกัน พอเสร็จภารกิจของ อาบ๊ะ และอุมมี่ ก็เริ่มเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับผมอยากที่จะวิ่งเข้าไปในรถแต่อุมมี่และอาบ๊ะรีบปิดประตูและขับรถออกไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่ใยดี ทิ้งให้ผมและน้องชายยืนอยู่หน้าบ้านอุสตาดอย่างเดียวดาย ซาบีโอเริ่ม บีบน้ำตาทันทีแต่มันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ใจผมแทบจะสลาย น้ำตาลูกผู้ชาย มันไหลพรั่งพรูออกมาโดยไม่รู้ตัว มันเหมือนมีอะไรมาจุกที่หน้าอก ผมเดินเข้าไปกอดน้อง เรานั่งร้องไห้ อยู่พักใหญ่ และรู้สึกเศร้ามากที่สุดในชีวิต นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมต้องอยู่ห่างจากออ้มอก พ่อแม่ตามลำพัง ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดกับชีวิตผมบ้าง เพื่อน 2 คน ที่มาพร้อมกับเรา เขาโตกว่า เค้าอยู่ ป5 และ ม.1 แล้วเขาไม่มีอาการเศร้าให้เราเห็นเลยแต่ทำไมไม่รู้ว่าเราเศร้าจัง  สักพักใหญ่ มีเด้กผู้ชายวัยรุ่นโตคนหนึ่ง เดินเข้ามาช่วยถือกระเป๋าสัมภาระของผมและน้อง เข้าไปที่มัสยิด และพูดคุยกับเราแต่ผมแทบจะไม่มีอารมณ์ตอบเลย พูดก็ไม่เข้าใจ รู้ว่าเขาชื่อพี่ลี  เขาใช้ให้เราไปอาบน้ำ แต่ผมและน้องก็ไม่ไปอาบ ไม่รู้จักอะไรเลย ก็คนมันเศร้านะ พอถึงเวลาละหมาดเราก็ไปละหมาดกันโดยที่เราไม่ได้อาบน้ำ พอถึงเวลาค่ำ ผมนอนไม่หลับเลยคิดถึงบ้านเป็นที่สุด ก็เลยแอบร้องไห้ซาบีโอก็นอนไม่หลับ พอหันมาเห็นผมแอบร้องไห้ ก็ดันมาร้องตามผมอีก จนไม่รู้ตัวว่าหลับไปตอนไหน รู้สึกตัวอีกทีก็จะเช้าแล้ว ก็มีเสียงปลุกให้ทุกคนตื่น ขึ้นมาละหมาดซุปฮี โดยอุสตาดมิ ผมและน้องก็งัวเงีย อยู่เลย เด็กบางคนแอบวิ่งไปหลบนอนในตู้เสื้อผ้า ยืนหลับ พออุสตาดมิเห็นก็โดนลงโทษ เราอ่านหนังสือกุรอ่าน จนเช้าเลย ผมเริ่ม อ่านจากหนังสือ อิกเราะฮ์ เช่นเดียวกับ ซาบีโอที่เริ่มอ่าน ตั้งแต่ต้น แต่ผมจะข้ามไปเยอะเพราะมีพื้นฐานมามากแล้ว พอเที่ยงเขาก็เลิกเรียน เด็กๆ แยกย้ายกันไปเล่นบ้าง ทำภารกิจส่วนตัวบ้าง ตามอัธยาศัย ผมมารู้เอาตอนนี้ ว่านี่เป็นการเรียน ฮาฟิส คือการท่องจำอัลกรุอ่าน จะไม่มีอะไรมาเบี่ยงเบนความสนใจของ พวกเราเลย ไม่มี ที วี ไม่มี วิทยุ ทำให้เรามีสมาธิกับการเรียนตรงนี้มาก ผมรู้สึกว่า ผมมาเรียนที่นี่ไม่กี่วันก็อ่านได้เยอะ กว่าที่ผมเรียน จากที่บ้านเป็น ปีๆ เลย ตรงนี้เองผมถึงได้รู้คุณค่าของมัน วันที่3 ของที่นี่มีเด็กใหม่มา เป็นเพื่อนของ อาบ๊ะ พร้อมลูกชายเขาและน้องสาวมาส่งด้วยอีกคน ผมรู้จักเขาด้วยแหละเขาชื่ออิดริส และฟิรเดา พ่อเขาก็เป็นคนแถวนี้แต่ไปเปิดร้านอาหารที่ภูเก็ต พอปิดเทอมเขาก็ส่งลูกมาเรียน ฮาฟิสที่นี่ด้วย เด็กคนนี้เรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกับผมที่ภูเก็ต แต่เขาอยู่ ป.4 แล้วโตกว่าผม ปีนึง แต่ตัวเขาก็โตด้วย เท่าผู้ใหญ่เลย เขาเป็นเด็กอ้วน แต่ไม่ค่อยกล้าหาญเท่าไหร่นัก เพราะตอนที่อยู่โรงเรียน เขาไม่ค่อยกล้าสู้กับเพื่อนสักเท่าไหร่  เขาเอาลังใบหนึ่งมาให้ผมด้วย ในลังใบนั้นมีจดหมายมาด้วย 1 ฉบับ เขาเปิดอ่านให้ผมฟัง  รู้ว่าเป็นของที่อุมมี่ฝากมาจากภูเก็ต เนื้อความในจดหมายที่อิดริสอ่านให้ผมฟัง เป็นคำพูดที่อุมมี่ มักบอกผมอยู่เสมอแต่วันนี้เป็นวันที่ผม รู้สึกว่าถ้อยคำแต่ละคำมันมีความหมายมากที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านหนังสือมา พออ่านจบน้ำตามันออกมาอย่างไม่รู้ตัวเลย ซาบีโอพอเห็นผมร้องไห้  ก็แอบร้องไห้กับผมอีกตามเคย เด็กทุกคนที่อยู่ในที่นั้น เข้ามากรู กันเต็ม พอผมเริ่มเปิดกล่องกระดาษ ซึ่งถือว่าเป็นของขวัญจากอุมมี่ เป็นพวกขนมที่ผมชอบ เพราะก่อนที่มี่จะกลับมี่สัญญากับพวกเราว่าจะพาไปซื้อขนม แต่มี่ก็ไม่ได้พาไป ถือว่าซื้อมาใช้ให้ก็แล้วกัน ผมเก็บจดหมายของมี่ไว้ในกระเป๋าเป้ และทุกครั้งที่คิดถึงก็แอบเอามาอ่านอีกหลายครั้ง ผมแจกขนมกับเพื่อนๆ ไปเกือบหมดสิ่งที่ผมเอามากินก่อนเป็นอันดับแรกเลย คือหมากฝรั่ง ที่แถมมากับ ปลาหมึกซึ่งมี่รู้ว่าเป็นของโปรดของซาบีโอและผม แทบทุกอย่างเลย ผมรู้สึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูก ตอนแรก ก็ไม่รู้สึกอยากกินเพราะกินไม่ลงแต่พอหิวก็ทนไม่ไหวที่จะเก็บมันเอาไว้ 

กิจกรรมของที่นี่ก็เป็นการอ่านหนังสือกุรอ่านเป็นหลัก และละหมาด กินนอน 


 


พอมาถึง วันที่4-5 เด็กรุ่นโตคนหนึ่งชื่อ ยู เป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นตัวเล็ก ท่าทางใจดีก็ มา ดูแลผมเหมือนเป็นพี่เลี้ยงให้เราเขาดูแลเราทุกอย่างไม่ว่าเรื่อง กิน เรื่องนอน อ่านหนังสือแม้กระทั่งเรื่องผ้าผ่อน ของพวกเรา ก่อนมาอุมมี่สอนให้เราหัดซักเสื้อผ้าเองแต่เราก็ยังทำไม่ค่อยถนัดนัก มาที่นี่มีคนทำให้เรา คือชายหนุ่มใจดีอีกคนหนึ่ง ที่คอยดูแลเรื่องความเรียบร้อยให้กับเราคือ พี่แช ตามธรรมดาของเด็กผู้ชายเวลาอยู่รวมกันมันมีเรื่อง พิเลนๆ มากมาย ทั้งสนุก ทั้งน่ากลัว น่าอึ้ง ทึ่ง ประทับใจ สารพัด รสชาติ เรื่องที่ผมรู้สึกสนุกมากสำหรับที่นี่คือเรื่องที่พวกเราไปเล่นน้ำที่คลอง มันเป็นความรู้สึกอิสระอย่างบอกไม่ถูก สนุกที่สุด มันที่สุด ผมได้ปลอดปล่อยอารมณ์เต็มที่ ณ เวลานั้น ความรู้สึกเศร้า แทบจะหมดไปเลย ผมได้กระโดดน้ำ ตูมๆ ลงไปในคลอง ส่วนซาบีโอยังไม่ค่อยกล้าเล่นน้ำเท่าไหร่ ลงเล่นที่ไม่ลึกนักเราเล่นน้ำกันอยู่พักใหญ่จนรู้สึกเต็มที่กับตรงนี้แล้วเราก็กลับไปที่มัสยิดก็ต่อเมื่อถึงเวลาละหมาดและทานข้าว  ระหว่างทางกลับเราเดินทางลัดผ่านป่าที่ชื้นเต็มไปด้วย ทากผมมารู้สึกตัวตอนที่มันเกาะเต็มขาไปหมด เพราะที่ตัวผมเต็มไปด้วยแผลที่ถูกยุงกัดเพราะที่นี่ยุงชุมมาก เมื่อก่อนผมจะกลัวไอ้พวกนี้มากแทบจะวิ่งหนีเลย แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ผมจับมันตัวเป็น ๆ เขวี้ยงเลย ตัวมันอ้วนมากเพราะดูดเลือดจากตัวผมไปเต็มอิ่ม มันคือ ปลิง และทากนี่ เอง และพวกมันก็ได้ฝากรอยแผล เอาไว้ให้ผมกับน้อง ไว้หลายจุด จนเมื่อผมได้กลับมาบ้านผมโชว์ให้ คุณ ตา โต๊ะยะดู ทำเอา อุมมี่โดนต่อว่ากับคุณ ตาไปชุดใหญ่ “มันเอาลูกไปเรียน ทำยังกับว่าโต๊ะครูบ้านเราไม่มี.”ความรู้สึกทรมานใจในวันแรกๆของชีวิตที่นี่ ที่ผมรู้สึกว่าทำไมเวลามันผ่านไปช้าเหลือเกิน ถูกทดแทนด้วยความคุ้นเคยและมิตรภาพใหม่ๆจนเวลาที่นี่เริ่มหมุนเร็วขึ้น ความสนุกและการผจญภัยแปลกๆอย่างที่ผมไม่เคยพบเจอที่ภูเก็ต ทำให้ผมลืมคราบน้ำตาของวันแรกจนหมดสิ้น ขณะที่พวกเรากำลังสนุกและเริ่มทะโมนกันขึ้นเรื่อยๆนั้นวันสุดท้ายที่ผมจะได้กลับบ้านก็มาถึง อุมมี่กับบ๊ะมารับเรา  ก่อนกลับ ผมและเพื่อก็ไปลา พวกพี่ๆ และขอมาอัพพวกเขา อุมมี่ ฝากเงินและขนมให้กับเด็กๆที่นั่น ส่วนคนไหนที่สนิทหน่อยก็ให้เงินเป็นของแถม มี่มากับรถเพื่อนบ๊ะที่อยู่หาดใหญ่ เรานั่งอัดกันหลังท้ายรถกะบะเรารับอิดริสกลับบ้านด้วย เพราะเขาไม่อยากอยู่คนเดียว และโทรไปขอ อนุญาติ พ่อเขาที่ภูเก็ตว่าเขาไม่อยากอยู่ เพราะกลัวโดนพวกพี่ๆแกล้ง เขาถูกจับโกนหัว และผมก็รู้สึกสงสารเขาจับใจ แต่สำหรับผมและน้องไม่โดน เพราะพวกพี่ๆไม่กล้า ระหว่างทางเราท่องจำกุรอ่านบทที่เราจำได้อยู่หลายบท และผมอยากจะอวดให้ อุมมี่ดูด้วยว่า 30 วันที่อยู่ที่นี่ ผมได้อะไรกลับไปบ้านบ้าง มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด เมื่อรถของเรา เหยียบเข้าเขตสะพานสารสิน นั่นหมายถึงว่า เราจะได้กลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย อัลฮ้มดูลิลาห์ นี่ครับ บันทึกเล่มน้อยของผม ฮาเดลล่า เด็นหมิน กับ 30 วัน บันทึกลูกผู้ชาย


 

 


 

กี่ยวกับผู้ถ่ายทอด


ชื่อ ด.ช. ฮาเดลล่า เด็นหมิน เกิดวันที่ 22 มิถุนายน 2540 ณ โรงพยาบาล วชิระภูเก็ต

       ประวัติส่วนตัวอนุบาล1 โรงเรียน นาดาวิทยาทาน หนองจอก กรุงเทพฯ

อนุบาล2 โรงเรียนอัสลาม คลอง 13 หนองจอก กรุงเทพฯ

อนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลมุสลิมภูเก็ต

ปัจจุบัน ประถมปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลมุสลิมภูเก็ต

      พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 5 คน ผมเป็นคนโตมีน้องชาย 2 คน น้องสาวอีก 2 คน

   คนที่ติดกับผมเลยคือ มูฮัมหมัดซาบีโอ (นกฮูกตาโต จอมโวย) 

   ถัดมาก็เป็น อาร์มานี (แม่นางแบบ ขาวีนประจำบ้าน) 

   แล้วก็ โซฟีน่า( ตุ๊กตาญี่ปุ่น ผู้สำรวม)

   สุดท้ายแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นท้ายสุดรึเปล่า....ก็ฮูซัยฟี่ (ฮาเดลล่า จูเนียร์)

ผมเป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิดแต่ชีพจรลงเท้าบ่อยมากก็เลยต้องมีเรื่องย้ายโรงเรียนและที่อยู่บ่อยตามการงานของแม่พ่อซึ่ง ต่อไปนี้เราจะเรียกแทน ว่า อุมมี่ & อาบ๊ะ

ในชีวิตผม ที่มีอายุ ณ ปัจจุบันก็พอจะมีเรื่องราวที่ถือเป็นความทรงจำครั้งหนึ่ง

ในชีวิตลูกผู้ชาย จะมาเล่าขานให้ฟังซึ่งผมจะเก็บเป็นความประทับใจส่วนตัวไปตลอดชีวิตคอยติดตามกันนะครับ

บันทึกเล่มนี้ผมขอ ยกความดีทั้งหมดให้กับ อุมมี่ ผู้เก็บเรื่องราวแล้วมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้รับรู้



*อนุญาตให้เผยแพร่ต่อได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงต้นฉบับ และระบุที่มา(higmah.net) ทุกครั้ง


รางวัลแห่งความสูญเสีย (2)
ด้วยความประสงค์ของอัลเลาะห์ ฉันได้หยิบหนังสือ ขึ้นมา พลิกไปที่หน้า หนึ่ง ได้พบกับ อายะห์นึงที่ เป็นความประสงค์ของพระองค์แท้ๆที่ฉันได้อ่านในเวลาที่พอเหมาะพอดีกับช่วงเวลานี้ คือผู้เขียนได้หยิบยก ซูเราะห

รางวัลแห่งการสูณเสีย
รางวัล ...แห่งการสูญเสีย   การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ความเมตตาจำเริญและความศานติจงมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ  ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการภักดีนอกจ

แค่รู้สึกผิด......
แค่รู้สึกผิดก้อ…………….       ณ   ดุนยาเวลาแห่งการทดสอบสะสมการงาน ผู้คนถ้วนทั่วย่อมประสบพบเจอกับความพลาดผิด บางช่วงก้าวพลาดพลั้งเผล

  หน้า : 1

รอมะฎอน บางมุมของชีวิตศอฮาบะฮฺ
ศอฮาบะฮฺกับรอมะฎอน  أبو هريرة: ท่านอบี ฮุรัยเ
รอมะฎอนที่รอคอย 1438
รอมมะฎอนที่รอคอย    นอกเหนือจากการสรรเสริญขอบคุณต่ออัลลอฮฺแล้วสมควรเป็นอย่างยิ่งที่มุสลิม
ชะบาน เดือนแห่งการเตรียมตัว
เดือนชะอฺบาน เป็นเดือนที่ 8 ตามปฏิทินอิสลาม เป็นเดือนก่อนหน้าเดือนรอมะฎอน เป็นเดือนที่อัลลอฮฺทรงให้ค
 
 

รายการ มะซาอุน คัยรฺ รอมฎอน 1435 ตอนที่ 3
 
 
 Home Page | Yesterday | ย่อโลกมุสลิม | ชวนคิดชวนคุย | ใจละมุนอุ่นละไม | Gallery | มะซาอ์ ออน ทีวี | ติดต่อทีมงาน
Copyright 2010. Higmah.net All rights reserved.
Web Conception by higmah Design Phuket. Tel (66) 7634 2200 Mobile (66) 89 6522514 Fax (66) 7634 2224